ก็ขอย้อนร้อยไปเล่าอีกครั้งล่ะกัน

ความจริงเล่าไปแล้วในบล็อกเก่าแต่ไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่

ขออนุญาตเล่าอีกทีล่ะกัน

 

 

 

 

เบื่อกันป่าววะ?

 

 

ถ้าเบื่อก็เบื่อไป กูจะเขียน (เชี้ยมาก)

 

 


คือเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ตอนตีสี่กว่าๆ

มีความรู้สึกปวดจี๊ดๆ ที่ท้อง เ่ลยลุกเข้าห้องน้ำ ขี้ปกตินะ

ซึ่งมีบางคนที่เคยผ่าไส้ติ่งบอกว่า...มันมีอาการท้องเสียเข้ามาด้วย

แต่สสารนั้น แข็งระดับปกติ 5555+

 

 

ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเจ็ดโมง ไอ้อาการปวดที่ว่ามันก็ไม่ได้หายนะ

และมันก็ไม่ได้ปวดมาก..มันปวดเฉื่อยๆ เมื่อยๆ มีจี๊ดเป็นบางครั้ง

และวันนั้นพ่อกับแม่พร้อมใจกันไปสุพรรณฯ อย่างมิได้นัดหมาย

แถมน้องก็ไปทำงาน แถมออกข้างนอกด้วย

เอาเป็นว่า วันนั้นกูอยู่คนเดียวนั่นล่ะ

 

 

 

สิบโมงหลังจากนั้น...เริ่มมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ

วัดปรอทดูไข้ขึ้นประมาณ 39 องศา

ท้องก็ยังปวดแม่งอยู่อย่างนั้นล่ะ

คว้าขมิ้นชัน ที่แม่กินบ่อยๆ มากิน

หวังไว้อย่างสูงว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้น...

แต่แม่งนอนไปตื่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเล้ย

 

 

แถมตอนนี้เริ่มมีอาการคลื่นไส้นิดๆ เวียนหัว

คิดไปเองว่าอาจจะเป็นเพราะพิษไข้

แต่รู้สึกว่าอาการตัวเองแย่ลงทุกที

ท้องก็ปวดมากขึ้น จนในที่สุดก็ตัดสินใจโทรแม่ดีกว่า

 

 

แม่ไล่ให้ไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด

ทำบงทำบัตรเสร็จ เข้าห้องตรวจปุ๊บ

หมอวินิจฉัยไว้ก่อนเลยว่า อาหารเป็นพิษ

 

 

เฮ้ย..แต่กูถ่ายปกตินะคะ

แต่เจ๊หมอคนนั้นแกบอกว่าอาหารเ็ป็นพิษ

มันจะมีอาการแบบนี้เหมือนกัน

คือไม่ขี้เหลว  แต่ปวดท้อง

แต่เจ๊แกก็บอกอีกว่า...ถ้าไม่หายให้มาพบหมออีกที

แกสั่งจ่ายยาให้ 3 ชุด แล้วก็กลับบ้าน

หวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่า....เดี๋ยวก็หาย

 

 

กลับบ้านปุ๊บ...กินข้าวต้มไปถ้วยนึง

ชงน้ำเกลือ แล้วก็กินยา นอนพักผ่อนตามที่หมอสั่งเป๊ะ

แต่ว่า....กลับปวดมากขึ้น

คราวนี้ถึงขั้นตัวงอ เหงื่อแตก

พี่ที่ทำงานคนนึงก็เลยเรียก 2 ตุ๊กมารับ

เป็นลุงแก่ๆ คนนึงชื่อลุง ช. แต่แกใจดีมากๆ พอรู้ว่าเป็นคนป่วย

และต้องการหมออย่างด่วน แกถึงกับฝ่าไฟแดงเพื่อไป ร.พ.

ตอนนั่งรถตุ๊กๆ ของลุง ช. รถมันกระเทือนอย่างยิ่ง

คือสะดุดก้อนหินอะไรหน่อย มันกระเทือนไปถึงไส้ข้างใน

หู้ยยย ทรมานชิบหาย

 

 

พอเปิดประตูกระจกโรงพยาบาลปุ๊บ

พยาบาล กับ พีอาร์ประจำโรงพยาบาล แทบจะกรูเข้ามา

คงจะจำหน้าอีผู้หญิงคนนี้ได้ แต่ต่างจากสภาพเมื่อตอนเช้ามาก

เพราะสภาพบอดี้โทรมใกล้เคียงศพเข้าไปทุกที

 

 

และพยาบาลจับวัดความดัน วัดปรอท เหมือนเมื่อตอนเช้า

สภาพกูไม่มีแรงจะนั่งแล้ว อยากนอนอย่างเดียว

มือกุมท้อง หน้าบิดเหยเกด้วยความเ็จ็บปวดจากภายใน

คิดว่าใครมาขอเบอร์กันตอนนี้ กูจะด่า "ฟักว์ ยูวว์" ดังๆ

 

จนกระทั่งเค้าเรียกเข้าห้องไปตรวจ เจอเจ๊หมอคนเดิม

เจ๊หมอแกก็ถามแปลกๆนะ แกถามว่า

 

 

"ไม่ดีขึ้นเลยเหรอคะ"

 

......

 

ถ้าดีขึ้นกูก็คงไม่มาหาเจ๊อีกรอบหรอกนะคะ

โถ..เจ๊เอ๋ย..เจ๊ก็ถามแปลกๆ เนอะ

แต่ครั้งนี้เจ๊หมอแกสั่งแอดมิททันที

พออยากดูอาการ และเจาะเลือด

และอยากให้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

 

คิดเรื่องห้องว่าจะเอาห้องไหนเสร็จเรียบร้อย

คราวนี้ก็พยาบาลก็พาไปห้องที่จะเจาะน้ำเกลือ

สภาพตอนนั้นไม่ต้องพูดถึง....ซอมบี้ตัวเมียยังสวยกว่า

เจาะปุ๊บและแล้วไอ้สิ่งที่พะอืดพะอมตั้งแต่อยู่ที่บ้านก็เริ่มอยากจะออกสู่โลกกว้าง

ด้วยอาการที่อยากขย้อนเอาของเก่าออก

คิดได้ดังนั้นก็เลยเอามือปิดปากอย่างด่วนจี๋

พี่พยาบาลคนที่มาเจาะน้ำเกลือให้ที่แขน หาถุงให้แทบไม่ทัน

ความจริงมันก็ไม่ทันอยู่แล้วล่ะ  เพราะบางส่วนมันก็เล็ดรอดจากซอกนิ้วน้อยๆ

แถมมีบางส่วนหยดตามที่นอนอีกต่างหาก  

 

 

หนูขอโทษนะคะ แต่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ...

 

 

หลังจากนั้นพี่บุรุษพยาบาลแกเอารถวีลแชร์เข้ามา เพื่อพาไปห้องพัก

มือนึงโดนเจาะน้ำเกลือ อีกมือนึงถือถุงอ้วกของตัวเอง

ดูแล้วให้อารมณ์คนป่วยชิบหาย กลิ่นอ้วกตัวเองยังตลบอบอวลภายในปากและคอ

หู้ยยยย กูจะอ้วกอีกรอบไม๊เนี่ย

 

 

ขึ้นเตียงปุ๊บ ได้แต่นอนบิดไปบิดมา...ปวดท้องมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

พยายามนอนนิ่งๆ ก็แล้ว นอนโก้งโค้งก็แล้วก็ไม่หาย

พยาบาลเอายาแก้ปวดมาให้....ตั้งสตินานมากกว่าจะกินได้

กินปุ๊บ ยายังไม่ทันจะลงผ่านหลอดลมไปสู่กระเพาะดี

ก็อ้วกสวน เอายาที่กินตะกี้ออกมาซะงั้น

สรุป...ให้ยาผ่านทางปากไม่ได้อีกแล้ว

และคราวนี้แม้แต่น้ำก็อ้วกออกหมด

และก็อ้วกแบบนั้นอยู่ประมาณ 4-5 รอบ เพลียจัด

 

 

คราวนี้พยาบาลเปลี่ยนมาเป็นยาแก้ปวดแบบฉีดธรรมดา

ฉีดรอจน 15 นาทีก็แล้ว ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว...เหมือนยาที่ฉีดไป

เป็นน้ำเปล่าธรรมดาที่ฉีดเข้าเส้นไม่เห็นว่ามันจะดีขึ้นตรงไหนเลยวะ

และคราวนี้เองพยาบาลเลยโทรไปหาหมอผู้ชายคนนึง

แกเลยสั่งให้ใช้ยาฉีดอีกตัว

และเพิ่งรู้ว่า...ยาฉีดที่หมอสั่งให้คือมอร์ฟีน

 

 

โหย..แต่มอร์ฟีนนี่โคตรเห็นผลเหอะ...ผลมันแบบชะมดเ็ช็ดมาก

ทันทีทันใด เพราะฉีดปุ๊บ พอมันปวดแสบตรงที่เจาะน้ำเกลือนิดหน่อย

มันจะเคลิ้มมาก รู้สึกง่วงๆ สายตาพร่าๆ จนต้องหลับตา

หายปวดเรียกได้ว่า แทบจะไม่มี

 

 

นอนหลับไปได้ชั่วโมงนึง หมอก็เข้ามา

หมอบอกว่า ผมกำลังสงสัยว่าคุณเป็นไส้ติ่งนะ

แกก็มาจับๆ ท้องดู คือ...คนเป็นไส้ติ่งเนี่ย มันต้องปวดแถวๆ ด้านขวาใช่มะ

แต่กูปวดตรงกลางค่ะ แ้ล้วกลายเ็ป็นว่า ระบมทั่วท้องไปหมด

หมอก็ลองให้ลุกเดินดู อีคนไข้คนนี้ก็เดินได้ปร๋อ

เสมือนนึงว่า...ตะกี้ที่อ้วกจะเป็นจะตาย

นอนปวดท้องดิ้นเร่าๆ มันเหมือนเป็นละครฉากนึงให้พยาบาลกับหมอตายใจ

 

 

หมอยังไม่ไว้ใจ ก็เลยสั่งให้นัดทำอัลตราซาวนด์ วันรุ่งขึ้น

เพื่อดูกันไปให้รู้แล้วรู้แรดว่าตกลงเป็นหรือไม่


เช้าวันรุ่งขึ้น บุรุษพยาบาลก็เอาวีลแชร์มารับเหมือนเดิม

แล้วก็ไปจอดทิ้งไว้หน้าห้องอัลตราซาวนด์

ที่คนในช่วงเช้าของโรงพยาบาลเริ่มเยอะ

สายตาคนที่มาโรงพยาบาลวันนั้นจับจ้องเหมือนเป็นตัวประหลาด

กูนึกในใจว่า...เออสงสัยกูคงจะโทรมได้ที่จริงๆ

แน่สิ...หน้ายังไม่ได้แตะน้ำตั้งแต่เมื่อวาน

แป้ง หรือครีมบำรุงผิวสักนิดก็ยังไม่ได้ประโคม

ไม่แปลกใจว่าทำไมเค้ามองกูเหมือนศพขนาดนั้น

อ่อลืมบอกอาการปวดในตอนเช้าวันนั้น

เริ่มกลับมาปวดนะ หลังจากที่คืนแรกนั้น หายปวด

แต่เช้ามาปวดแบบไม่มาก แค่จี๊ดๆเป็นบางครั้ง

 

หลังจากนั้นพี่พยาบาลก็เข็นเข้าห้องอัลตราซาวนด์

แกเอาเจลเย็นๆ มาทาที่หน้าท้องให้ทั่วแล้วก็ใช้ลูกกลิ้ง

กลิ้งไปกลิ้งมา เกลี่ยเจลให้ทั่ว แล้วก็เริ่มทำการตรวจ

แต่ขอบอกว่าดูไม่รู้เรื่องว่ะ ได้ยินหมอแกพูดว่า

 



"อือมม มดลูกปกตินะ..แต่ตรงนี้ไม่รู้ทำไมมันบวมๆ"





แล้วเจ๊หมอคนที่อัลตราซาวด์คนนั้น ก็ลองเทส

โดยทำการกดไอ้ลูกกลิ้งที่ว่าอย่างแรง

ไอ้ตอนกดน่ะไม่เจ็บหรอก..แต่ไอ้ตอนถอนมือออกจากการกดเนี่ย

เจ็บมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แล้วพี่แกทำการเทสแบบนั้นประมาณ 3 ครั้ง

สงสัยเพื่อความชัวร์สินะ

 

ตอนนั้นเจ๊เลยฟันธงว่าเป็นไส้ติ่ง

เข้าห้องตรวจกับหมอคนที่เข้ามาหาในห้องพัก

เพื่อได้รับการยืนยันว่า "มึงเป็นไส้ติ่งนะครับน้อง"

 

 

นัดขึ้นเขียงผ่าตอนบ่ายสอง (ในขณะนั้นสัก 9 โมงได้)

นอนพลิกตัวไปพลิกตัวมาหลายครั้งจนพยาบาลเข้ามาเตือนว่า

อย่าพยายามนอนพลิกตัวไป ๆ มาๆ บ่อยๆ

พยายามให้นอนนิ่งที่สุด โหยชิบหายก็กูเมื่อยนี่นา

 

 

จนกระทั่งตอนบ่ายโมง  พยาบาลคนนึงเข้ามาบอกว่า ให้ไปอาบน้ำ

ก็คว้าแป้ง คว้าสบู่ที่โรงพยาบาลให้ ให้พ่อเอาถุงพลาสติก

ครอบมือที่ให้น้ำเกลือไว้ แล้วเข้าไปในห้องน้ำ

อาบแบบขอไปที ไม่ได้เกลี้ยงเกลาอะไรหรอก

แต่เห็นแก่ว่า...เดี๋ยวจะไม่ได้อาบอีกหลายวัน

จนออกจากห้องน้ำ ก็มาถอดต่างหู แล้วก็แหวนออก


แล้วหลังจากนั้นเตียงเข็นก็เข้ามา พร้อมกับพยาบาลคนเดิม

ตัวเองก็นอนไป ตอนนั้นตื่นเต้นมาก นึกถึงเวลาโดนเข็น

แล้วไฟตรงทางเดิน มันผ่านไปทีละดวง ทีละดวง

หู้ยยย ยังกะในหนัง จนถึงหน้าห้องผ่าตัด

พี่พยาบาลถามว่าลุกไหวไม๊ ก็เลยโชว์สปิริตของคนไข้

ลุกเดินขึ้นเตียงผ่าตัดเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่า

เตียงผ่าตัด เล็กมาก เล็กจนกูคิดว่า..

มันจะทำกูตกเตียงตายห่าก่อนจะผ่าเสร็จรึเปล่า

 

 


ขึ้นเตียงเสร็จพยาบาลก็มามัดแขนมัดขา (อันนี้เรื่องจริงนะ)

แล้วก็เปิดหน้าท้องเพื่อทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะผ่าตัด

ปากก็ชวนคนไข้คุยไปเรื่อยๆ ถามว่าครั้งแรกรึเปล่า

ปากคุยไป แต่ใจคิดไปสารพัดว่า

กูจะฟื้นไม๊  กูจะแพ้ยาสลบรึเปล่า

และไม่อยากจะบอกเลยว่า ห้องผ่าตัดหนาวมาก!!!

แถมมีกลิ่นสะอาดๆ ที่สยองๆ ยังไงบอกไม่ถูก

พยาบาลหลายคนเริ่มกรูเข้ามาในห้องทีละคนสองคน

คนนึงคงเป็นหมอวิสัญญี บอกขั้นตอนในการวางยา

บอกอีกว่า พอฟื้นขึ้นมา ถ้ามันมีสายโน่นสายนี่ระโยงระยาง อย่าตกใจนะน้อง


นาทีระทึกใจมาแล้ว พยาบาลคนนั้นก็เอาหน้ากากใสๆ

กรอบๆ ดำๆ มาครอบบริเวณจมูก

บอกว่า "เดี๋ยวตื่นมาแล้วเจอกันนะคะ...เดี๋ยวก็หายปวดแล้ว"

และกูก็สูดไปค่ะ สูดแรง ๆ ลึกๆ แล้วความรู้สึกสุดท้ายคือ....

 

หัวหนักมาก...ตาเหมือนมีใครมากดทับ แล้วมีความรู้สึกอีกว่า

เหมือนหัวตัวเองกำลังจะโขกกับพื้นห้องผ่าตัด

อันนั้นคือความรู้สึกสุดท้ายที่ตัวเองได้รับรู้

 

และต่อจากนั้น ไม่รู้ตอนกี่โมง

ก็ฟื้นขึ้นมาวูบนึง ความรู้สึกแรกคือ..อึดอัดบริเวณคอมาก

เพราะมันมีท่ออะไรสักอย่างใส่ไว้ในปากลึกไปถึงคอหอยแน่ะ

จะเอามือจับก็ไม่ได้ เพราะเค้ายังมัดมือไว้อยู่ เลยต้องใช้วิธีเคลื่อนไหว

ให้พยาบาลเค้ารู้ว่า กูฟื้นแล้วนะ

 

และเค้าก็มาเอาท่อในปากนั้นออก แล้วก็หลับไปอีกรอบ

ฟื้นอีกทีตอนที่พยาบาลเรียกชื่อให้รู้สึกตัว ได้ยินแว่วๆว่า

กำลังจะไปห้องพักฟื้น รอดูอาการชั่วโมงนึง

 

หลังจากนั้นก็ขึ้นห้องโดยสวัสดิภาพ

 


บทสรุปที่ได้จากการผ่าไส้ติ่งมีดังนี้...

 - น้ำหนักลดฮวบจาก 67 จนตอนนี้ลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 61

 - ชักอยากจะให้มีไส้ติ่งสัก 3 อัน ช่วงไหนอ้วนจัดๆ ก็ทะยอยตัดทีละอันสองอัน

 - จัญไรใช้ได้นะความคิด

 - กว่าจะตดได้ใช้เวลาถึง 2 วัน

 - การผ่าตัดที่หน้าท้องทำให้ท้องอืดมาก ต้องกินยาขับลม

 - ไม่น่าเชื่อนะ คนอย่างกู ถึงกับต้องใช้ยาขับลม

 - ถึงแม้ว่าจะเจ็บแผลมาก แต่ระยะการฟื้นตัวโคตรเร็ว

 - กูนี่เป็นมิวแต้นท์รึเปล่าฟะ

 - เพราะอีก 4-5 วันถัดมาหลังจากกลับจากโรงพยาบาล เดินได้คล่องเหมือนขี้ตัวเอง

 - หมดค่ารักษาไปสองหมื่นกว่าๆ

 - แน่นอนว่าเงินพ่อกับแม่ ขอบคุณค่ะ TvT

 - คนแห่มาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย แม้กระทั่งคนที่ไม่ถูกชะตาก็มาเยี่ยม

 - สงสัยมาดูว่าใกล้ตายแล้วรึยัง

 - นมสด นมกล่อง นมตราหมี เยอะมาก จนกินแทบไม่ทัน

 - กินข้าวต้มติดๆกันอยู่  2 อาทิตย์เต็มๆ

 - เบื่อหมูหยองและอาหารแหวะ ไปหลายเดือน

 - เป็นช่วงเวลาที่โหยหาน้ำพริกที่สุด แต่แดกไม่ได้

 - เบ็นซ์ คงประกาศในทวิตเตอร์ว่าป่วย ส่วนอีบิว ประกาศใน FB

 - ถึงประกาศอย่างนั้นก็ยังมีคนตกข่าว

 - ผ่ากับหมอใหญ่ในโรงพยาบาล ซึ่งเย็บสวยมาก

 - แต่แม่งใกล้กับจิ๊มิ๊เกิน

 - พี่ต่อบอกว่า...ให้โชว์จิ๊มิ๊ไปเลย แล้วบอกว่า จิ๊มิ๊นั่นคือแผลผ่าตัด

 - เหี้ยนะพี่กู

 - อีบิว และไอ้เบ็นซ์พยายามพูดอะไรให้ขำ ในขณะที่ยังไม่ตัดไหม

- หัวเราะดังไม่ได้ เลยใช้ระบบสั่นแทน

 - คอยดูกูบ้าง...อย่าให้มึงผ่าอะไรนะ กูจะโทรไปทำให้ขำเช้าเย็น

 - ตัดไหม = ไม่เจ็บแต่เสียวมาก

 - อันบนคือคำนิยาม

 - สำหรับคนที่ไม่เคยผ่าไส้ติ่งมาก่อน อย่านิ่งนอนใจกับการปวดท้อง

 - ชนิดว่า กินยาแก้ปวดท้องยี่ห้อหรือชนิดไหนก็ไม่หาย

 - กรุณาหาหมออย่างเร่งด่วน

 - อาการปวดท้องไส้ติ่งอย่างที่เราเคยเรียนกัน เช่นปวดท้องด้านขวา

 - อยากจะบอกว่าใช้ไม่ค่อยได้แล้วนะจ๊ะ เพราะกูเริ่มปวดจากตรงกลาง

 - และหมอเป็นคนบอกเองว่า บางทีก็ยังมีหมอวินิจฉัยผิดบ่อย

 - อย่างอีเจ๊หมอที่ไปหาครั้งแรกไง

 - และคนที่มีผนังหน้าท้องหนา...กูหมายถึงคนอ้วนอ่ะ

 - จะตรวจด้วยมือยากมาก

 - และกูเป็นหนึ่งในนั้นที่มีผนังหน้าท้องหนา (หมายถึงตอนนั้น)

 - เพราะฉะนั้นการอัลตราซาวนด์คือวิธีที่ดีที่สุด

 - ลืมบอกไส้ติ่งที่ผ่ามา หมอเก็บให้ดูเป็นอนุสรณ์ไว้

 - อยากจะบอกว่า มันบวมแบบ บวมมากอ่ะ

 - หมอมาบอกทีหลังตอนฟื้นแล้วว่า...มันใกล้จะแตกแล้ว

 - และถ้าแตก อาจถึงตายรึไม่ก็คางเหลือง

 - เก็บไส้ติ่งที่หมออุตส่าห์เก็บไว้ ไว้ประมาณ 3 วัน

 - จนหลังๆ พอกินข้าวได้ มองไปมองมา แล้วอยากจะอ้วกเมื่อเห็นไส้ติ่งตัวเอง 

  - ขอให้มีสุขภาพที่ดีกันทั่วหน้า

 - เจริญพรจ๊ะ

 


edit 

   เลือดที่เจาะมา..เม็ดเลือดขาวพุ่งสูงมาก หมอบอกว่า

ความจริงคนปกติ จะมีไม่เกิน 7 พัน

แต่ของตูล่อไปซะเฉียดๆ จะ 2 หมื่น...

แต่เอ๊ะ...เค้าบอกว่าคนปกติเหรอวะ...หมายความว่ากูไม่ปกติเหรอฟะ = ="

Comment

Comment:

Tweet

ผมเพิ่งผ่าหมด แตกด้วย คิดว่าจะตายแล้วซะอีก หมอบอกว่าอาหารเป็นพิษเหมือนกัน นอนปวดท้องที่รพ.จนมันแตก หมอต้องพาไปผ่าตัดแบบด่วนจี๋เลย ค่ารักษาหมดไปแสนสองหมื่นกว่าๆ

#10 By ทศ (115.87.75.92) on 2013-07-14 00:41

เราพึ่งผ่่เสรจเมื่อวันก่อน พอมาอ่านบล็อกเทอ
ขำมากกกกก555555 กลั้นข_จนฉี่จะราด เพราะปวดแผลไปหมดแล้ว ไม่อยากจะอ่านแต่ก้ออยากจะรุ้ ได้แต่ขำแบบ หึหึ open-mounthed smile

#9 By Mai (103.7.57.18|183.89.56.83) on 2012-11-14 20:31

เค้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ขำน๊า ~ สันดารมันไปเอง 5555

#8 By What Is My Name ????? on 2010-08-02 22:40

ไส้ติ่งนี่เป็นอาการเจ็บป่วยที่ผมโคตรจะกลัวเลย

เหมือนมีระเบิดเวลาติดตัวอยู่ตลอด จะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ sad smile

//เยี่ยม

#7 By CAB on 2010-07-28 01:21

อ่านแล้วสยอง.. แม้ว่าจะเคยผ่ามาแล้วก็ตาม.. T T

#6 By แอ้ on 2010-07-27 22:01

ไม่ให้เขาผ่าตัดสมองด้วยล่ะเจ๊

//ไอ้หมี

#5 By CAB on 2010-07-27 18:53

อ่านแล้วอยากกินใส้ไก่sad smile

#4 By ขุนกระบี่ on 2010-07-27 17:55

ถึง คุณนัท

ดีใจที่ คุณนัท ไม่เป็นอะไรมากนะครับ ผมเองตอนที่ผ่าไส้ติ่งก็ปวดได้อารมณ์ประมาณนี้เลยล่ะครับ surprised smile

อ้อ ช่วงนี้ต้องระวังอย่านั่งตัวงอบ่อยนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวแผลที่กำลังสมานตัวจะยึด จนทำให้อีกหน่อยเวลายืนจะตึง ๆ ท้องครับ

#3 By Old Mustang on 2010-07-27 17:27

กูมาเจิมมึงละ ยินดีกับบล๊อกใหม่นะโว้ยbig smile

#2 By taanja on 2010-07-27 17:09

ภูมิต้านทานเยอะสินะ ล่อไป 2 หมื่น open-mounthed smile

#1 By ตุ้ย since 2006 on 2010-07-27 17:05